ขนมไทย มีดีมากกว่าความอร่อย

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ขนมหวานที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ชอบหม่ำ ก็คงหนีไม่พ้น ขนมถุง ขนมกรุบกรอบ ลูกอม น้ำแข็งไส ไอศกรีม ช็อคโกแลต ฯลฯ ในขณะที่ขนมไทยกลับไม่ค่อยถูกกล่าวถึงเท่าไรนัก ทั้งที่จริงแล้ว ขนมไทยนอกจากจะมีดีที่ความอร่อยแล้ว ยังเปี่ยมด้วยคุณค่าทางสารอาหารจากธรรมชาติอีกด้วย

ทำไมควรกินขนมไทย

1. ขนมไทยมีสารอาหาร ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตต่อร่างกาย ทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และเกลือแร่ ตัวอย่างเช่น ข้าวต้มมัด 1 คู่  ได้รับโปรตีนจากถั่ว คาร์โบไฮเดรตจากข้าวเหนียวและน้ำตาล ไขมันจากกะทิ วิตามินและเกลือแร่จากกล้วย นอกจากนี้ยังมีขนมหวานอีกมากมายที่มากไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ เช่น บัวลอยไข่หวาน ขนมกล้วย ขนมฟักทอง ขนมหม้อแกง และถั่วเขียวต้ม เป็นต้น

2. ขนมไทยมีส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว ถั่ว งา เผือก มัน หรือแม้กระทั่งการแต่งสี ก็มักจะใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีเขียวจากใบเตย หรือสีม่วงจากดอกอัญชัน (แต่ปัจจุบันนี้อาจมีการใช้สีผสมอาหารเข้ามาเป็นตัวช่วย)

3. คุณภาพสดใหม่ ขนมไทยหลายชนิดมักทำจากแป้งสด หรือมีส่วนผสมของมะพร้าวและกะทิ เช่น ขนมต้ม ขนมถั่วแปบ ขนมเปียกปูน ข้าวเหนียวถั่วดำ ฯลฯ จึงทำให้ไม่สามารถเก็บได้ข้ามวัน อีกทั้งขนมไทยเหล่านี้ก็ไม่มีส่วนผสมของสารกันบูด จึงทำให้ทำขายกันแบบวันต่อวัน รับประกันความสดใหม่แน่นอน

ของดีก็มีโทษ

พอเห็นว่าขนมไทยมีหลากหลายข้อดีที่ชวนให้ลิ้มลอง คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเผลอปล่อยให้เด็กๆ เพลิดเพลินไปกับการกินขนมมากจนเกินไป อย่าลืมว่าความหวาน มัน เค็มที่มีอยู่ในขนมไทย ล้วนมีผลต่อสุขภาพร่างกายหากได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากเกินพอดี ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงขนมไทยที่มีรสชาติหวานจัดหรือมีส่วนผสมของมะพร้าว / กะทิอยู่มาก เช่น ตะโก้ ทองหยิบ ทองหยอด ขนมเชื่อมต่างๆ (มันเชื่อม เผือกเชื่อม ฟักทองเชื่อม ฯลฯ) เป็นต้น พร้อมกันนี้ก็อย่าลืมจัดสรรเวลาในการกินขนมและให้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะกระทบกับความอยากอาหารในมื้อหลักได้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ